เจอคุก 1.2 แสนปี แชร์บลิสเชอร์ฯ

ที่ศาลอาญาวันที่ 4 มี.ค. ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องบริษัทบลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด น.ส.อังสุนีย์ พัฒนานิธิ น.ส.ปัรจวรรณ เบญจมาศมงคล นายแสงทอง แซ่กิม และนายอรรณพ กุลเสวตร์ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 ถึง 5 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และตาม พ.ร.บ.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนปี 2527 จำเลยทุกคนได้รับการประกันตัว แต่จำเลยที่ 5 ได้ไปกระทำผิดในคดียาเสพติดจึงถูกจับ และศาลมีคำพิพากษาในคดีนั้นไปแล้ว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือน ก.พ. 2535 ถึง 2536 จำเลยร่วมกันประกาศเชิญชวนประชาชนให้เข้าเป็นสมาชิกบริษัทที่ให้บริการจัดสรรวันพักผ่อน ด้วยวิธีการให้ผู้สมัครเป็นสมาชิกแล้วได้รับสิทธิพิเศษหลายรายการ โดยต้องซื้อสินค้าในเครือบริษัทไปขาย และได้รับสิทธิ์ลดราคาสินค้านั้น เมื่อเป็นสมาชิกแล้ว แล้วจะได้สิทธิเข้าพักโรงแรมในเครือสมาชิกฟรีเป็นค่าตอบแทน 4 วัน 4 คืน หรือโฟร์โฟร์ แต่ต้องเสียค่าทำบัตร 3 หมื่นถึง 4 หมื่นบาทก่อน และเสียค่าบำรุงรายปี 2,500 บาท ปีถัดไป 1,400 บาท รวมถึงให้สมาชิกไปหาสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นเดือนละ 4 ราย เพื่อนำค่าบำรุง และค่าสมัครไปจ่ายค่าตอบแทนสมาชิกเก่า หากไม่ได้จะถูกตัดสิทธิ์ในการรับค่าตอบแทน ต่อมากระทรวงการคลังพบว่าจำเลยไม่อาจดำเนินการซื้อขายสินค้าตามที่ประกาศได้ เพราะไม่มีสินค้าให้ไปขายจริง และให้ค่าตอบแทนในวิธีโฟร์โฟร์ คิดแล้วสูงกว่าดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนด ไม่มีการประกอบกิจการจริง อันเป็นการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน
ศาลพิเคราะห์ว่า จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยบางคนหมดสภาพความเป็นกรรมการนิติบุคคลในระหว่างการสอบสวนการฟ้องคดี ศาลเห็นว่า คำร้องฟังไม่ขึ้น พยานโจทก์คือนายวิจารณ์ แซ่เบ้ เบิกความว่าเป็นสมาชิกประเภทระดับล่างสุด มีน้องชายเป็นสมาชิกอยู่ก่อน พบจำเลยที่ 2, 4, 5 เป็นวิทยากรเปิดรับสมัคร เปิดอบรมวิธีการขาย สอบสัมภาษณ์ เรียกรับเก็บเงินค่าทำบัตรเงินบัตรทอง หากใครหาสมาชิกได้ ก็จะได้เลื่อนระดับสูงขึ้นรวม 4 ระดับ ตนจ่ายไป 3 หมื่นบาท เมื่อหาสมาชิก 4 ราย จะได้เงิน 25,000 บาท ถ้าสมาชิกที่ชวนเข้ามา หาสมาชิกใหม่ได้อีก ตนจะได้เงินเพิ่ม และเลื่อนระดับ ต่อมาไปขอรับสินค้าในเครือบริษัทไปขายเพื่อเอาเปอร์เซ็นต์ บริษัทกลับบอกว่าไม่มีสินค้าแล้วไล่ให้ไปหาสมาชิกใหม่ พยานเห็นว่าบริษัทเน้นการหาสมาชิกมากกว่าจะให้ผลตอบแทนจริงตามที่โฆษณาถึงรู้ว่าถูกหลอก
พยานโจทก์หลายปากเบิกความด้วยว่า สมาชิกหลายคนถูกหลอกว่าจะได้สิทธิจัดสรรวันพักผ่อนคนละ 20 ปี โดยต้องจ่ายค่าบำรุงเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่เคยบอกมาก่อนว่า เมื่อจ่ายค่าบัตรเงินบัตรทองแล้ว จะต้องเสียเงินอีกถึงจะได้โบนัส เงินปันผล และค่านายหน้าของแต่ละเดือน ส่วนค่าตอบแทนบริษัทบอกว่าจะได้ 5,000 บาทก่อน หากหาได้เรื่อยๆจะได้ถึง 25,000 บาท แต่ถ้าไม่หาสมาชิกจะไม่ได้ประโยชน์ มีจำเลยที่ 2, 4, 5 เป็นผู้จัดการสาขาใหญ่ และสาขาสีลม มีภาพถ่ายจากวีดิโอ เห็นภาพจำเลยเป็นวิทยากร ต่อมาศาลล้มละลายได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึง 5 ตกเป็นบุคคลล้มละลาย และถูกพิทักษ์ทรัพย์ เด็ดขาดเมื่อปี 2546 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นบุคคลล้มละลายสิ้นสภาพนิติบุคคลไปแล้ว
ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นเพียงกรรมการบริษัทในเครือ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเชื้อเชิญประชาชนให้มาสมัคร ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้ดำเนินการเรียกรับสมาชิก โดยเก็บเงินค่าสมัครกับเสนอค่าตอบแทนสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และไม่มีการดำเนินกิจการซื้อขายสินค้า และจัดสรรวันพักผ่อนจริง การกระทำของจำเลยที่ 2, 4, 5 จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ทำให้ได้ทรัพย์สินไปจากประชาชน ได้รับการเชื้อชวนให้สมัครเป็นสมาชิก 24,189 คน เป็นเงินคนละ 3 ถึง 4 หมื่นบาท เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ลงโทษจำคุก 24,189 กรรม ลงโทษกรรมละ 5 ปี รวมจำคุก 120,945 ปี แต่ ป.อาญามาตรา 91 คงให้รับโทษจำคุกจริงในความผิดนี้รวม 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 นิติบุคคล และถูกสั่งล้มละลายสิ้นสภาพ บุคคล กับถูกบังคับคดียึดทรัพย์ไปแล้ว ศาลนี้จึงไม่อาจสั่งให้ใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายได้อีก จึงพิพากษาว่ายกฟ้องจำเลยที่ 1 กับ 3 จำคุกจำเลยที่ 2, 4, 5 คนละ 20 ปี และให้จำเลยที่ 5 นับโทษต่อจากคดียาเสพติด ที่มีคำพิพากษาไปแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงคุมตัวจำเลยไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป
Read More
|